Archive for ซีรีส์ฝรั่ง

No Ordinary Family — season 1

ห่างงงงงง และ หายยยยยย จากการรีวิวซีรีส์ทางฟากฝั่งอเมริกามานาน .. คิดได้ทันใดก็เลยต้องรีบขีดๆเขียนๆคิดๆและพิมพ์ๆกับซีรีส์เรื่องล่าสุดที่ได้ดู (ก่อนหน้านี้ยังไม่รีวิวเรื่อง Criminal Mind ในนต่อๆมาเลยอ่ะ) .. มาในครั้งนี้เรามาดูซีรีส์แนวครอบครัวกันบ้างดีกว่านะจ๊ะกับเรื่องนี้เลย No Ordinary Family

 

ซีรีส์ครอบครัวแนวไซ-ไฟ ดราม่า คอเมอดี้ (ครบครันเลยนะเนี่ย) ที่มีความยาว 20 ตอน ได้ว่าด้วยเรื่องราวของสมาชิกทั้งสี่แห่งครอบครัว Powell ประกอบไปด้วยคุณพ่อ Jim Powell (รับบทโดย Michael Chiklis) ตำรวจที่ทำหน้าที่สเก็ตภาพคนร้ายและทำหน้าที่พ่อบ้านไปในตัว .. คุณแม่ Stephanie Powell (รับบทโดย Julie Benz) นักวิทยาศาสตร์คนเก่งแห่ง Global Tech .. ลูกสาวคนโต Daphne Nicole Powell (รับบทโดย Kay Panabaker) จากเด็กสาวตัวน้อยที่น่ารักของคุณพ่อก็เริ่มกลายเป็นเด็กสาววัย 16 ปีที่ไม่ติดพ่อแล้วล่ะเพราะเธอมีโลกส่วนตัวในแบบฉบับของวัยรุ่น .. สุดท้ายน้องชายคนเล็ก James “JJ” Powell (รับบทโดย Jimmy Bennett) อายุ 16 ปี ผู้ซึ่งไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไหร่ มักจะเป็นแกะดำของเพื่อนๆที่โรงเรียน

ก่อนที่ครอบครัวนี้กำลังจะแตกแยก คุณพ่อ Jim Powell ก็เลยพยายามที่จะสร้างสัมพันธภาพของครอบครัวให้กลับมาเหมือนเดิม ทั้งคณะเลยพากันไปกระชับมิตรกันที่ประเทศบราซิล .. จนกระทั่ง .. เครื่องบินเล็กของพวกเขาได้ทำการตกลงไปในเขตป่าหนาทึบเขตร้อนซึ่งมีฝนจำนวนมากของบราซิล .. และหลังจากเหตุการณ์นั้นพวกเขาไม่รู้หรอกว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น!!!!

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาน่ะเหรอ ก็คือ Fantastic Four นั่นเอง .. 5 5 5 .. ไม่ใช่แต่ก็ใกล้เคียงค่ะเพราะสมาชิกทั้งสี่กลายเป็นยอดมนุษย์ผู้มีความสามารถ (พลัง) โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง .. ต้องยอมรับนะคะว่าดูไปดูมาก็อดนึกถึงการ์ตูนเรื่องหนึ่งของค่าย Pixar ขึ้นมาไม่ได้ ก็เรื่อง The Incredibles ไงจ๊ะ .. แล้วคำถามที่ตามมาคือแต่ละคนมีความสามารถอะไรกันบ้างเหรอ? คุณพ่อ Jim Powell มีความสามารถในเรื่องของพละกำลังรวมไปถึงการยิงแทงไม่เข้า .. คุณแม่ Stephanie Powell มีความสามารถในการวิ่งที่ไวแบบปานสายฟ้าแล่บ (10 ไมล์ต่อ 5 วินาที) และที่น่าทึ่งคือช่วงท้ายๆของซีซั่นนี้เราจะพบว่านอกเหนือจากการวิ่งที่เร็วมากแล้ว เธอยังสามารถวิ่งข้ามไปยังอนาคตได้อีกด้วย!!! .. ลูกสาวคนโต Daphne Nicole Powell มีความสามารถในการได้ยินความคิดของคนอื่น ถ้าหากได้แตะตัวใครก็จะมองเห็นที่เคยเกิดขึ้นกับคนๆนั้น และความสามารถที่เพิ่มขึ้นมาในตอนท้ายคือการที่เธอสามารถพูดเปลี่ยนใจคนๆได้นั่นเอง .. และสุดท้ายน้องชายคนเล็ก James “JJ” Powell จากเด็กหนุ่มที่หัวขี้เลื่อย เขาได้รับความสามารถในการเป็นสุดยอดอัจฉริยะของความฉลาดปราดเปรื่องนั่นเอง

จุดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้

  • ดูได้ทั้งครอบครัว ทุกเพศ ทุกวัย
  • เราจะได้ดู The Incredibles ในเวอร์ชั่นคนแสดงกันล่ะคร๊าบบบ .. อิ อิ
Advertisements

HellCats — season 1

กลับมาคราวนี้เรามาดูกันสิว่า นักศึกษากฎหมายที่ต้องผันตัวเองมาเข้าร่วมกับกลุ่มเชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัยเพื่อทุนการศึกษาที่กำลังจะหลุดลอยไป

ซีรีส์แนวคอมเมดี้-ดราม่าเกี่ยวกับเชียร์ลีดดิ้งเรื่องนี้ กับความยาว 22 ตอน ถูกสร้างมาจากหนังสือ Cheer: Inside the Secret World of College Cheerleaders ของนักหนังสือพิมพ์ที่ชื่อ Kate Torgovnick

 

เป็นเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสาว Marti Perkins (รับบทโดย Aly Michalka ผู้มากความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นนักแต่งเพลง นักร้อง ดนตรี นักเต้น และนักแสดง!!!) เกิดขึ้นเมื่อทุนการศึกษาของเธอกำลังจะหลุดลอยไป และเธอต้องหาทางเพื่อเอาทุนการศึกษานั้นกลับคืนมาให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วอนาคตของว่าที่ทนายความสาวก็คงจะไปไม่ถึงฝัน .. และเมื่อทีมเชียร์ลีดดิ้ง “Hellcats” เปิดรับสมัครเชียร์ลีดเดอร์ขึ้น สาวมาร์ตี้ก็ไม่พลาดที่จะส่งตัวเองเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีม และเธอก็ทำสำเร็จคว้าทุนมานอนกอดไว้ได้

 

กัปตันของทีม Savannah Monroe (รับบทโดย Ashley Tisdale สาวน้อยนักแสดงและนักร้องจากเรื่อง High School Musical) ผู้ที่มีอคติกับมาร์ตี้แต่แรก (เพราะมีปากเสียงกันนิดหน่อย) แต่ในฐานะกัปตันของทีมเธอต้องตัดอคติออกไปเพื่อเป็นกลางในการตัดสินสมาชิกใหม่ .. ด้วยน่าตาที่น่ารักจิ้มลิ้ม ทำให้นึกถึงดาราสาวอย่าง Jennifer Love Hewitt ขึ้นมาไม่ได้หรือใครไม่เห็นด้วยเอ่ย .. อีกหนุ่มที่ต้องขอเอ่ยถึงนั่นก็คือ  Dan Patch (รับบทโดย Matt Barr) เพื่อนชายคนสนิทของมาร์ตี้ ที่เป็นรักแรกของซาวาน่าห์ แต่สุดท้ายแล้วความรักของคู่นี้ก็ไปด้วยกันไม่รอดเพราะอะไรนั่นก็ต้องไปหาดูกันเอาเองนะ

 

สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ในทัศนคติส่วนตัวชอบแค่ในตอนแรกๆเท่านั้น ชอบดูความพยายามในการพิสูจน์ให้คนอื่นได้เห็นว่า “ฉันทำได้!!!” อะไรอย่างนั้น .. แต่พอดูไปได้สักพัก อ้าว!!! ไหงกลายเป็นเรื่องราวความรักสองสามเศร้า ของคู่(เหมือนจะ)รักสามสี่คู่ .. ความไม่ซื่อสัตย์ต่อคนรัก .. การกระทำลับหลังต่อคนรัก .. ดูแล้วมันไม่สร้างสรรค์หรือจรรโลงใจเลย ซึ่งฉันรับไม่ได้ ขอธีมเรื่องเน้นเชียร์ลีดดิ้งหรือทีมเวิร์กไม่ได้หรือยังไง .. ก็คิดว่าคงจะไม่ดูต่อแล้วล่ะสำหรับเรื่องนี้

 

จุดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้

  • ผสมผสานระหว่างโทนหนังเรื่อง Election กับ Bring It On
  • ความสามารถของนักแสดงในเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่าหลากหลายจริงๆ

 

จุดด้อยของซีรีส์เรื่องนี้

  • อย่างที่บอกไปแล้วเมื่อตอนท้ายของเรื่อง ว่าฉันรับไม่ได้เรื่องแทงกันข้างหลังอย่างนี้!!!

Criminal Mind — season 1

ดูเผินๆอาจจะคิดว่าพล็อตเรื่องของซีรีส์เรื่องนี้คงจะเหมือนกับซีรีส์เรื่อง “The Mentalist” เป็นแน่แท้ .. ถึงแม้ว่าจะดูคลับคล้ายคลับคลากันแต่ความสนุก(สุดยอด)ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวนอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดเป็นเด็ดขาด

ซีรีส์เรื่องนี้เริ่มออกอากาศเมื่อเดือนกันยายนปี 2005 (นู่นแน่ะ) เป็นนำเสนอเรื่องราวของทีมสืบสวนสอบสวนพิเศษ (ที่พิเศษก็เพราะเราไม่รู้จักหน่วยงานนี้มาก่อนนั่นเอง) กับหน่วยงานที่ชื่อ “Behavioral Analysis Unit (BAU)” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่วิเคราะห์พฤติกรรมของคน (เพิ่งรู้เหมือนกันแฮะว่ามีหน่วยงานแบบนี้สังกัดอยู่ใน FBI ด้วยแฮะ)

หัวหน้าทีมผู้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอย่าง Jason Gideon (รับบทโดย Mandy Patinkin) นำทีมของเขาคลี่คลายคดีต่างๆโดยอาศัยหลักการวิเคราะห์พฤติกรรมและความเป็นไปได้ของผู้ต้องสงสัยที่ก่อคดี .. สมาชิกในทีมล้วนแล้วแต่มีฝีมือกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษ Aaron “Hotch” Hotchner (รับบทโดย Thomas Gibson) คุณพ่อมือใหม่ผู้ที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ไม่ว่าจะในเรื่องของการงานหรือเรื่องครอบครัวก็ตาม .. เจ้าหน้าที่พิเศษ Derek Morgan (รับบทโดย Shemar Moore) ชายหนุ่มผู้ที่มีบุคลิกมั่นใจและมีอารมณ์เลือดร้อนอยู่บ่อยๆ .. เจ้าหน้าที่พิเศษ Elle Greenaway (รับบทโดย Lola Glaudini) เป็นน้องใหม่สำหรับหน่วยงานนี้ แต่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของจิตวิทยาเด็กและสตรี .. เจ้าหน้าที่พิเศษ Jennifer Jareau (รับบทโดย A.J. Cook) ทำหน้าที่เป็นติดต่อประสานงานของทีมให้กับสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ที่เกิดคดี .. นักวิเคราะห์ทางเทคนิค Penelope Garcia (รับบทโดย Kirsten Vangsness) ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทางด้านเทคนิคคอมพิวเตอร์ รวบรวม ประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากฐานข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนในการทำงานของทีม

และที่สำคัญก็ต้องหนุ่มน้อยไอคิวสูงผู้มีปริญญาหลายใบอย่าง Dr.Spencer Reid คนนี้(รับบทโดย Matthew Gray Gubler) ออกนอกหน้าหน่อยนะจ๊ะ .. ซึ่งต้องขอบอกว่าโดยส่วนตัวชอบตัวละครตัวนี้เป็นอย่างมาก อาจจะเป็นเพราะความเป็นอัจฉริยะของเขา ความจำที่เป็นเลิศ ความรู้รอบตัวที่หาใครจับได้ยาก และการประมวลผลข้อมูลในสมองของเขา ที่เป็นส่วนสำคัญในการช่วยคลี่คลายคดี ตอนแรกที่เห็นหน้า ดร.รี้ด ก็นึกในใจว่าทำไมตาคนนี้ดูซูบเซียวจังไม่มีราศีเอาซะเลย แต่พอดูไปดูมาคุณดร.รี้ดของเรากลับดูเซอร์ขึ้น ดูดีขึ้นมาตามลำดับ (5 5 5) .. พูดถึงดร.รี้ด ก็อดนึกถึงตัวละครจากเรื่อง BONES อย่าง Dr. Zack Addy ขึ้นมาไม่ได้ เพราะบุคลิกและความสามารถในการทำงานเก่งพอๆกันเลย

จุดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้

  • ประทับใจ ดร.รี้ด พ่อหนุ่มไอคิวสูง ดอกเตอร์วัยละอ่อน หนึ่งเดียวในทีมที่แปลกและไม่เหมือนใคร(ดี)
  • ตัวละครเยอะก็จริงแต่ไม่ทำให้เรารู้สึกรกหูรกตาหรือน่ารำคาญใจแต่อย่างใด
  • การดำเนินเรื่องในแต่ละตอนทำอออกมาน่าติดตาม ตัดคำว่าเบื่อออกไปได้เลย
  • สนุก บอกได้คำเดียวว่า “สนุกมาก”

EUReKA — season 1+2

ต้องขอรวบยอดรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ทั้งสองซีซั่นเลยนะคะ เพราะดูไปดูมาดันดูเตลิดจนลืมรีวิวในซีซั่นแรกไปซะอย่างนั้น..ซีรีส์เรื่อง “ยูเรก้า” นี้เป็นซีรีส์แนววิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นซีรีส์ทางฝั่งของอเมริกา เริ่มฉายเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2006 (ตายแล้วทำไมเราถึงเพิ่งจะได้มาดูเนี่ย)

โดยเมืองประหลาดๆที่ว่านี้ได้รวบรวมเอาอัจฉริยะและนักวิทยาศาสตร์ชั้นหัวกะทิทั้งหลายมาอยู่ที่นี่ที่ “ยูเรก้า”..ซึ่งพวกเขาทั้งหลายได้ทำงานอยู่ในหน่วยงานสังกัดของรัฐบาลที่ชื่อว่า Global Dynamics ที่ก่อตั้งขึ้นมา 50 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิรู้เห็นเพราะมันเป็นความลับระดับชาติ!!!

แต่แล้ววันหนึ่งเจ้าหน้าที่ Sheriff Jack Carter (รับบทโดย Colin Ferguson) และลูกสาว Zoe Carter ได้ขับรถผ่านมาทางเมืองยูเรก้าและเป็นเหตุบังเอิญที่เขาก็ได้ช่วย Dr.Allison Blake (รับบทโดย Salli Richardson-Whitfield) ในการคลี่คลายคดีพิศวงที่เกิดขึ้น แต่ใครจะรู้ว่าต่อมาพ่อหนุ่มแจ็ค คาร์เตอร์จะต้องกลับมาอยู่ยังเมืองยูเรก้าอีกครั้งกับตำแหน่งนายอำเภอ!!??

คดีพิลึกพิลั่นที่เกิดขึ้นในยูเรก้าออกจะแปลกพิสดารไปสักหน่อย เพราะมันเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเกินกว่าที่พวกเราคิดไว้..และไม่น่าเชื่อว่านายอำเภอของเราจะสามารถช่วยไขปัญหาและป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นได้เฉยเลย (อัจฉริยะหรือเปล่าเนี่ย)

ตัวละครเด่นของซีรีส์นี้ก็จะมีอยู่ไม่กี่ตัว แต่ที่ต้องกล่าวถึงคงจะหนีไม่พ้น Dr.Henry Deacon (รับบทโดย Joe Morton) ผู้เชี่ยวชาญไปซะทุกเรื่อง ทำหน้าที่ในยูเรก้าได้หลากหลายเลยทีเดียว และผู้ช่วยนายอำเภอสาวสวย Josephina “JO” Lupo (รับบทโดย Erica Cerra) สวย ดุ ดัน เหมือนหลุดออกมาจากสนามรบ แต่มีความฝันอยากเต้นบัลเล่ต์

ซีซั่นที่ 1 จะมีทั้งหมด 12 ตอน ส่วนซีซั่นที่ 2 จะมีทั้งหมด 13 ตอนด้วยกัน แม้จะไม่กี่ตอนแต่ก็ดูได้เพลิน .. อาจจะเฉื่อยๆไม่ค่อยน่าสนใจบ้างในตอนแรก แต่พอได้ดูไปเรื่อยๆก็คิดว่า “สนุกดีแฮะ” โดยไม่รู้ตัว

จุดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้

  • มีมั้ย? บ้านอัจฉริยะแบบในซีรีส์ จะขอซื้อมาไว้สักหลัง (5 5 5 5)

The Mentalist – season 2

เสน่ห์ของหนุ่มเจนและลวดลายลีลาในการช่วยทีม CBI ในการสืบสวนคดีต่างๆก็ยังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาตัวละครไหนจับตัวได้ยาก และในครั้งนี้เขาก็กลับมาพร้อมลีลาและเทคนิคการคลี่คลายคดีให้เราได้เพลิดเพลินกันอีกครั้ง

สำหรับในซีซั่น 2 นี้มีทั้งหมด 23 ตอนด้วยกัน คดีในแต่ละตอนก็ยังน่าสนใจและน่าติดตามอยู่เช่นเคย ถึงแม้จะมีคดีที่เกี่ยวข้องกับ Red John จะมีอยู่เพียงไม่กี่ตอนก็ตาม .. เริ่มเรื่องมาคดีเร้ดจอห์นที่ Patrick Jane และทีมของเจ้าหน้าที่ Teresa Lisbon ก็ต้องตกไปอยู่กับ Sam Bosco (รับบทโดย Terry Kinney) ซึ่งในอดีตเคยเป็นหัวหน้าเก่าของเจ้าหน้าที่ลิสบอนมาก่อน (และเคยมีความรู้สึกดีดีต่อกันด้วยแหละ) ก็ทำให้พ่อหนุ่มเจนของเราก็ต้องเสียความรู้สึกและหลบเลียแผลใจโดยการช่วยลิสบอนไขคดีอื่นแทนไปพลางๆก่อน

สำหรับความสัมพันธ์ลับๆ(ที่ไม่ลับนักในสายตาของเจน) ระหว่าง Wayne Rigsby และ Grace Van Pelt ที่เอาหน้าที่การงานเข้ามาเสี่ยงเพราะเป็นการผิดกฎอย่างร้ายแรง เขาและเธอสุดท้ายแล้วจะตัดสินใจกันอย่างไร

และในคราวนี้เราจะก็จะรู้ลึกเกี่ยวกับอดีตของ Kimball Cho ว่าตกลงแล้วเขาเป็น Gangster มาก่อนและอะไรเป็นจุดพลิกผันให้เขาได้เข้ามาทำงานเป็นตำรวจอันนี้ต้องไปตามหาคำตอบกันเอาเองนะจ๊ะ .. สำหรับบุคลิกของโชก็ถือว่ายังโดดเด่นและดูเหมาะสมกับเจน (มากกว่าลิสบอนอีก!!!??)เรียกว่าเข้าขากันดีทีเดียวเวลาที่ออกภาคสนาม

บทบาทตัวละครใหม่ที่เข้ามารับตำแหน่งแทน Virgil Minelli (รับบทโดย Gregory Itzin) ที่ลาออกออกไปอันสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นกับลูกน้องของเขาในซีบีไอ (ใครกันบ้าง? ถ้าคุณดูคุณจะอึ้งเหมือนกัน) นั่นก็คือ Madeleine Hightower (รับบทโดย Aunjanue Ellis) หัวหน้าของลิสบอนและทีม ที่ดูตอนแรกๆเหมือนคุณเธอไม่ค่อยจะเป็นมิตรเอาซะเลย ท่าทางดุและเด็ดขาดในการสั่งการ แต่เมื่อได้ศึกษานิสัยใจคอของเธอแล้วก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิดเอาไว้ในตอนแรก เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะตัดสินใครในเวลาเพียงอันสั้น

บทสรุปของซีซั่นก็จะจบลงที่การท้าทายเร้ดจอห์นผ่านสื่อโทรทัศน์ของ Kristina Frye (รับบทโดย Leslie Hope) ที่มีความสามารถในการสื่อ(สัมผัส)กับวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว .. และเร้ดจอห์นก็ไม่ได้ทำให้หนุ่มเจนผิดหวัง นั่นก็คือเขาและเร้ดจอห์นอยู่ใกล้กันเพียงปลายมีดเท่านั้น

จุดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้

  • ก็ยังยืนยันว่าซีรีส์เรื่องนี้น่าติดตามและไม่ควรพลาด
  • Red John ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องสืบหาว่าเขาเป็นใครกันแน่

« Previous entries