ค่ำคืนเดือนหงาย — ลมหนาวพัดมาเอื่อยๆ — ทุ่งหญ้าต่างพริ้วไหวตามแรงลม — ยังมีความสว่างที่สาดส่องมาจากแสงจันทร์เพียงเล็กน้อย — เสียงแมลงตัวเล็กร้องระงมไปทั่วทุ่งหญ้า — ต่างกำลังร้องเพลงขับกล่อมให้หมู่ดาวบนท้องฟ้าที่มืดสนิทได้หลับใหลในคืนเดือนหงายคืนนี้ — อากาศเริ่มหนาวเย็นมากขึ้น ถ้าหากได้นอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ ใต้ผืนผ้าห่มใหญ่ก็คงจะทำให้คืนนี้เป็นคืนที่อบอุ่นและมีความสุขอีกคืน
ไกลออกไปในทุ่งหญ้ากว้างแทบจะไม่มีอะไรเลย — มองไปสุดลูกหูลูกตาก็จะเห็นแต่ทิวแถวของยอดหญ้า — และเป็นเหมือนเช่นทุกคืน ชายหนุ่มคนนี้จะออกมายืนอยู่กลางทุ่งหญ้าเฝ้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างคนเลื่อนลอย — ชายหนุ่มยังคงเฝ้าค้นหาคนรักจากดวงดาวบนท้องฟ้า..ชีวิต..จิตใจ..และความรักได้พรากไปจากชายหนุ่มมานานปี — และคงไม่มีวันที่มันจะกลับมาหาเขาอีกครา — ภาพของหญิงคนรักยังคงตรึงแน่นอยู่ในดวงจิตและจะปรากฏต่อหน้าชายหนุ่มเสมอ — ทุกคราที่หัวใจของเขาร้องไห้
เสียงออร์แกนขับกล่อมท่วงทำนองเพลงเศร้าไปทั่วผืนทุ่งหญ้า — บทเพลงนี้ชายหนุ่มได้ถ่ายทอดออกมาจากก้นบึ้งของอารมณ์ — บทเพลงที่จะอยู่คู่กับชายหนุ่มตราบที่เขายังคงมีลมหายใจ — น้ำตาที่ค่อยไหลรินออกมาจากนัยน์ตาคู่นั้นบ่งบอกให้รู้ว่าชายหนุ่มเศร้าและเสียใจมากเพียงใด — ไม่มีใครสามารถต่อเติมพลังให้กับชายหนุ่มได้ — ชายหนุ่มสิ้นหวัง โดดเดี่ยวและอ้างว้าง — เสียใจ เสียใจกับช่วงวันเวลาแห่งความสุขที่ผ่านมาที่เขาไม่สามารถจะตอบแทนสิ่งดีดีที่คนรักได้มอบให้เมื่อครั้งยังอยู่ด้วยกัน — เสียใจ เสียใจที่ไม่อาจจะย้อนวันเวลาเหล่านั้นกลับมาได้ — ชายหนุ่มภาวนาขอให้คนรักที่อยู่ ณ ที่ใดก็ตามได้ยินบทเพลงแห่งความเศร้าบทเพลงนี้
ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่บนเนินของทุ่งหญ้าผืนนี้ — หญิงสาวร่างน้อยผมยาวประเอวยืนหลบอยู่หลังต้นไม้ — เธอรู้ว่าไกลพอที่จะไม่ทำให้ชายหนุ่มสังเกตเห็น — แต่แม้จะไกลแค่ไหนหญิงสาวก็รู้สึกเหมือนว่าชายหนุ่มยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าของเธอ — หญิงสาวอาศัยผืนผ้าผืนใหญ่โอบรัดตัวเพื่อสร้างความอบอุ่น — ทุกคราที่หญิงสาวอยู่ที่นี่และได้เห็นชายหนุ่ม ใจของเธอจะเต้นไม่เป็นจังหวะ — หญิงสาวเฝ้าถามตัวเองว่าเป็นเพราะเหตุใด — รักเขาเข้าแล้วหรืออย่างไร — กี่ครั้งที่หญิงสาวและชายหนุ่มสบตากันครั้งเมื่อเดินสวน — แต่สายตาที่ชายหนุ่มมองมาที่หญิงสาวนั้นมันช่างว่างเปล่า — ไม่ปรากฎภาพของเธอในนัยน์ของชายหนุ่มผู้นี้เลย
ยามค่ำคืนยังคงหลับใหลต่อไป — ตราบใดที่แสงตะวันยังไม่ทอประกายที่เส้นขอบฟ้า — หญิงสาวไม่อาจปฏิเสธคำร้องขอของหัวใจ — ตอนนี้หญิงสาวสับสน ไม่มั่นใจที่จะก้าวเดินตรงไปหาชายหนุ่ม — แต่หญิงสาวไม่ต้องการให้ค่ำคืนนี้ผ่านไปอย่างไร้ความหมาย — ถึงคราวที่หญิงสาวจะต้องทำตามความต้องการของหัวใจเสียที — หญิงสาวค่อยๆ ย่างกรายออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ — ลมหนาวพัดมาปะทะร่างอันบอบบาง — หัวใจเธอสั่น สั่นเพราะลมหนาวหรือเพราะชายหนุ่ม — หญิงสาวไม่รู้ — ทุกก้าวที่เดินไปบนทุ่งหญ้าภาพของชายหนุ่มก็ค่อยๆปรากฏแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น
วินาทีที่หญิงสาวยืนอยู่เบื้องหลังร่างของชายหนุ่ม — เหมือนเสี้ยวนาทีนี้ได้ประทับอยู่ในความรู้สึกของหญิงสาว — เธอไม่สามารถจะถอยหลังกลับไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ได้เพราะเธอยืนอยู่ตรงนี้แล้ว — คงเป็นเพราะกลิ่นกายของหญิงสาวที่แทรกเข้ามาในลมหายใจ — จึงทำให้ชายหนุ่มต้องหยุดคร่ำครวญบทเพลงที่แสนเศร้าในบัดดล — กลิ่นกายนี้เป็นกลิ่นกายที่ชายหนุ่มรู้สึกคุ้นเคยเหมือนคยสัมผัสมาก่อน — เมื่อเขาเหลียวหลังกลับมายังเจ้าของกลิ่นกายนี้ — ตาของชายหนุ่มและหญิงสาวก็ประสานกันอย่างไม่ตั้งใจ — หญิงสาวเขินอายแต่ก็ไม่ละสายตาออกไปจากชายหนุ่ม — นัยน์ตาของชายหนุ่มที่จ้องมองหญิงสาวยังคงว่างเปล่า — มีคำพูดมากมายที่หญิงสาวอยากเอื้อนเอ่ยออกมาเพื่อให้ชายหนุ่มที่เธอหลงรักมานานแสนนานได้รับฟัง
เหมือนห้วงเวลาได้ถูกสะกดให้หยุดอยู่ ณ เวลานั้น — หญิงสาวเฝ้าแต่จ้องมองนัยน์ตาคู่นั้น ได้แต่หวังว่าจะมีภาพของเธอปรากฏ — ชายหนุ่มรอคอยที่จะได้ฟังเสียงของใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงเบื้องหน้า — ต่างคนต่างรอคอยกันและกัน ทั้งๆที่ความจริงมันไม่สามารถเป็นไปได้ — เพราะชายหนุ่มไม่สามารถมองเห็นหญิงสาว — และหญิงสาวเองก็ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยวาจาให้กับชายหนุ่ม
ชะตาได้ลิขิตให้คนหนึ่งตาบอด — และชะตายังได้ลิขิตให้อีกคนหนึ่งเป็นใบ้